มร.ลป. จัดโครงการประสานพลังขับเคลื่อนองค์กรสวมหมวกนิรภัย มุ่งสร้างวินัยจราจร ลดอุบัติเหตุทางถนน
เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 รศ.ดร.ปริเยศ สิทธิสรวง รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง เป็นประธานเปิดโครงการ “ประสานพลังขับเคลื่อนองค์กรสวมหมวกนิรภัย” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ให้กับบุคลากรโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์จิตต์อารี ในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี โดย นายสมจิตร ประดิษฐ ผู้อำนวยการ โรงเรียน นำคณะผู้บริหาร คณาจารย์ และบุคลากร เข้าร่วมรับฟังกว่า 100 คน ณ ห้องประชุมโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์จิตต์อารี ฯ อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง โดยมีหน่วยงานภาคีเครือข่ายเข้าร่วม อาทิ สำนักงานขนส่งจังหวัดลำปาง สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) จังหวัดลำปาง โรงพยาบาลลำปาง และสถานีตำรวจภูธรเขลางค์นคร
โครงการดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือในการขับเคลื่อนองค์กรด้านความปลอดภัยทางถนน ทั้งในกลุ่มนักศึกษา ชุมชน และหน่วยงานโดยรอบมหาวิทยาลัย ผ่านการถ่ายทอดความรู้ด้านวินัยจราจร การขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย และการปลูกจิตสำนึกในการสวมหมวกนิรภัยอย่างถูกต้อง โดยได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญร่วมให้ความรู้ ได้แก่ น.ส.วรรณภา ฤกษนันทน์ ผู้อำนวยการสำนักงานสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยจังหวัดลำปาง (คปภ.) บรรยายหัวข้อ “ขับขี่อุ่นใจเมื่อทำประกันภัย พ.ร.บ.” จ.ส.ต. ชูเกียรติ มะโนจำนงค์ และ ส.ต.ต. วรฤทธิ์ จันทร์สุริยะ เจ้าหน้าที่ตำรวจกลุ่มงานจราจร สถานีตำรวจภูธรเขลางค์นคร บรรยายหัวข้อ “กฎหมายจราจรที่ควรรู้ วินัยจราจรและการขับขี่ที่ปลอดภัย” และ น.ส.จิรัชยา พันธุ์สุภา พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ โรงพยาบาลลำปาง บรรยายหัวข้อ “การปฐมพยาบาลเบื้องต้น การป้องกันอุบัติอุบัติเหตุ สาเหตุของการบาดเจ็บรุนแรง และการสร้างจิตสำนึกในการขับขี่อย่างปลอดภัย เพื่อลดความสูญเสียและเตรียมความพร้อมรับมืออุบัติเหตุฉุกเฉินอย่างถูกต้อง”
จากข้อมูลพบว่า อุบัติเหตุทางถนนกว่าร้อยละ 80 เกิดจากพฤติกรรมของผู้ใช้รถใช้ถนนที่ไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะการไม่สวมหมวกนิรภัย ขับรถเร็ว และดื่มแล้วขับ ส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมากในแต่ละปี อีกทั้งประเทศไทยยังมีอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนอยู่ในระดับสูงของโลกและเป็นอันดับ 1 ในภูมิภาคอาเซียน
มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปางจึงมุ่งมั่นผลักดันการสวมหมวกนิรภัยให้ได้ร้อยละ 100 ควบคู่กับการสร้างวินัยจราจรและจิตสำนึกด้านความปลอดภัย เพื่อช่วยลดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน และนำไปสู่การสร้างสังคมไทยที่มีความปลอดภัยทางถนนอย่างยั่งยืนต่อไป


























































































































































































